– จากการค้นพบทางโบราณคดีที่หมู่บ้านซานซิงตุย มณฑลซื่อชน พ.ศ. 2519 พบประติมากรรมสำริดขนาดใหญ่จำนวนมากมีทั้งรูปคน ศีรษะและหน้าคน หล่อสำริดหลายขนาด เป็นของปลายสมัยราชวงศ์ชาง ล้วนแต่มีรูปร่างสัณฐานและใช้เครื่องนุ่งห่มต่างจากชนชาติไทย จึงเป็นหลักฐานยืนยันว่าไทยมิได้มีถิ่นเดิมอยู่ในบริเวณนี้

แนวคิดนี้เชื่อว่า ชนชาติไทยมีเชื้อสายมองโกล เป็นชาติที่มีความเก่าแก่และเจริญรุ่งเรืองมาก่อนจีน ถิ่นเดิมน่าจะอยู่ในเขตอบอุ่นเหนือ ต่อมาได้เคลื่อนย้ายมาสู่ประเทศจีนและตั้งอาณาจักรของตนขึ้นมาเรียกว่า อาณาจักรอ้ายลาว จีนเรียกต้ามุง เมื่อประมาณ 1,700 ปีก่อนพุทธศักราช ต่อมาเมื่อชาวจีนมีความเข้มแข็งได้ขยายอิทธิพลเข้าไปในถิ่นของชาวไทยและแย่งชิงพื้นที่ทำมาหากิน ทำให้ชาวไทยอพยพไปหาที่ทำกินแหล่งใหม่เมื่อประมาณ 60 ปีก่อนพุทธศักราช โดยอพยพลงไปสู่ทางใต้ของจีน ต่อมาได้มีการขยายแนวคิดออกไป โดยนักประวัติศาสตร์รุ่นต่อมา
ดร.วิลเลียม คลิฟตัน ดอดด์ ( William Clifton Dodd ) เป็นผู้ริเริ่มแนวคิดนี้
มีนักประวัติศาสตร์รุ่นหลังได้ยืนยันและขยายแนวคิด เช่น ขุนวิจิตรมาตรา ( รองอำมาตย์โทสง่า กาญจนาคพันธ์ )
หลักฐานที่ใช้ในแนวคิดนี้มีที่มาจากหลักฐาน เอกสารของจีน พิจารณาความคล้ายคลึงด้านภาษาและขนบธรรมเนียมประเพณี ว่ามีความคล้ายคลึงกันระหว่างชนกลุ่มน้อยในไทยกับจีน หลักฐานทางด้านภาษาจากการตีความคำบางคำในท้องถิ่น
ปัจจุบันนักวิชาการต่างปฏิเสธแนวคิดนี้ เพราะมีเหตุผลและหลักฐานคัดค้านหลายประการ เช่น
– ที่นักวิชาการไทยบางท่านเห็นว่า ไต ชื่อเทือกเขาอัลไตเป็นภาษาไทย หมายถึงไท นั้น ศาสตราจารย์เฉินหลวี่ฟ่าน แย้งว่า อัลไตเป็นภาษาทูเจของเผ่าเชื้อสายตุรกีในจีน แปลว่า ทองคำ ทั้งนี้เพราะเทือกเขาอัลไตอุดมไปด้วยแร่ทองคำมิได้เกี่ยวข้องกับคำว่า ไท แต่อย่างใด
– สภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของเทือกเขาอัลไตเป็นทุ่งหญ้าเหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์ ไม่เหมาะกับการดำรงชีพของชนชาติไทย
– พบภาพเขียนสีที่หน้าผาทางด้านใต้ของเทือกเขาอัลไตเป็นภาพสัตว์ต่าง ๆ ภาพคนขี่ม้าล่าสัตว์ ภาพการเลี้ยงปศุสัตว์ ภาพการฟ้อนรำ แสดงให้เห็นความเป็นอยู่และวัฒนธรรมของกลุ่มชนเร่ร่อน มิใช่วัฒนธรรมของไทย